วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คนไทย "จนตอนแก่"

การเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ของประเทศไทยในระยะยาวจะเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก โดยนิยามของ “สังคมผู้สูงอายุ” ตามหลักการสากลทางองค์การสหประชาชาติ ระบุไว้ว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนเกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society และจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ” หรือ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20
 มาดูที่ตัวเลขของประเทศไทย โดยที่เมื่อสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา จำนวนประชากรในประเทศไทยอยู่ที่ 65,203,979 คน เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 10,569,021 คน หรือคิดเป็นร้อย 16.2 ของประชากรทั้งหมด นั่นก็แปลว่า ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว และคาดการณ์ว่าในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
          จากตัวเลขประชากรดังกล่าวทำให้ในปัจจุบันจำนวนคนวัยทำงาน 4 คนจะต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน และในอนาคตสัดส่วนนี้จะมีค่าลดลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนคนวัยทำงานกลับลดลงเป็นอย่างมาก ตัวเลขนี้กำลังบอกอะไรเรา ตัวเลขนี้กำลังจะบอกว่า หากเราไม่มีการเตรียมการเกษียณอายุที่ดีมากพอ เราจะมีโอกาสประสบปัญหา “จนตอนแก่” อย่างแน่นอน เพราะเราไม่อาจคาดหวังให้ลูกหลานมาเลี้ยงดูเราได้เหมือนในอดีต (คนแต่งงานช้าลง และมีลูกน้อยลง) และสวัสดิการจากรัฐก็อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป (คนสูงวัยมากขึ้น คนวัยทำงานน้อยลง รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลง งบประมาณไม่พอ และดูแลไม่ไหว)
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครั้งล่าสุดในปี 2557 พบว่าแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุมาจาก
  • ได้รับจากบุตร                                           36.7%
  • รายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุเอง         33.9%
  • เบี้ยยังชีพจากราชการ                               14.8%
  • เงินบำเหน็จ บำนาญ                                  4.9%
  • จากคู่สมรส                                               4.3%
  • ดอกเบี้ยเงินออมและการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ 3.9%

          จะเห็นว่าผู้สูงอายุต้องพึ่งพิงรายได้จากคนอื่น (จากลูก จากรัฐ และจากคู่สมรส) สูงถึง 55.8% และประมาณ 34% ยังต้องทำงานหารายได้เลี้ยงตัวเองต่อไป กล่าวโดยสรุป หากไม่มีลูกหลานและคู่สมรสดูแล และสวัสดิการของรัฐไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุกว่า 90% จะไม่สามารถเกษียณอายุได้ และยังคงต้องทำงานต่อไป อืม เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง ที่อายุ 60 ปีแล้วยังเกษียณอายุไม่ได้ ในความเป็นจริง ไม่มีใครหรอกที่จะวางแผนให้ตัวเองล้มเหลว แต่ที่ล้มเหลวเพราะไม่ได้วางแผนต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้วางแผนเกษียณอายุกันเลย
เหตุผลหลักที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คิดวางแผนเกษียณอายุ นอกจากคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือยังมีเวลาอีกตั้งนานกว่าจะเกษียณแล้ว ก็เป็นเรื่องของการหวังพึ่งพิงสวัสดิการจากรัฐนั่นเอง โดยจากรายงานเรื่อง "Live Long and Prosper: Aging in East Asia and Pacific" ของธนาคารโลก หรือ "เวิลด์แบงก์" ได้มีการสำรวจว่า ‘คุณคิดว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุสำหรับผู้ที่เกษียณอายุแล้ว?’
               จากการสำรวจพบว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ เกินกว่าครึ่งตอบว่าคนที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ ก็คือตัวผู้เกษียณอายุเอง ในขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย เกินกว่าครึ่งตอบว่าคนที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ คือรัฐบาล นั่นก็แปลว่าคนส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งพิงสวัสดิการจากรัฐจริงๆ เมื่อคิดแต่จะหวังพึ่งพิงคนอื่น ก็เลยทำให้ไม่คิดที่จะวางแผนเกษียณอายุไว้แต่เนิ่นๆ นั่นเอง

แต่เราจะหวังพึ่งพิงคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน คู่สมรส หรือสวัสดิการจากรัฐกันได้จริงๆ ล่ะหรือ คำตอบคือไม่ได้เพราะสภาพสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปจากอดีตมาก เราไม่สามารถคาดหวังให้ใครมาดูแลเราหลังเกษียณได้ นอกจากตัวเราเอง ดังนั้นในขณะที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทุกคนต้องตระหนักถึงการเตรียมพร้อมเพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมีความสุข และไม่เป็นภาระของใครมากจนเกินไป
               เรื่องการวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณจึงเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุด ไม่ใช่รอจนเวลาใกล้เกษียณจึงมาวางแผนเพราะนั่นจะทำให้โอกาสที่จะ “จนตอนแก่” มากกว่า "พร้อมก่อนแก่"
บทความโดย : นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® ที่ปรึกษาการเงิน

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

freedom Trip Project#1

ถ้าคุณรักอิสระ รักท่องเที่ยว 
 มีรายได้ระหว่างท่องเที่ยว
ฟรีตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร  4 วัน 2 คืน

กำหนดชีวิต  ลิขิตตัวตน  ค้นพบเป้าหมาย

ติดต่อ พร้อมรับโอกาสดีๆ


วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?

ทำไมต้องหา อาชีพเสริม?

อาชีพเสริมจะช่วยให้ชีวิตของคุณ ดีขึ้นได้อย่างไร?
เราจะมาค้นหาคำตอบกันว่า ถ้าคุณคิดจะเริ่มหารายได้เพิ่ม และทำอาชีพเสริม คุณต้องเลือกจากอะไร

ทำไมต้องหา อาชีพเสริม

คุณอาจจะมีข้อสงสัยว่า ทำไมคุณต้องหาอาชีพเสริม ทั้งๆ ที่ ตอนนี้คุณก็ยังอยู่สบาย เงินเดือนที่ได้มาจากงานประจำก็ยังพอใช้ หนี้สินก็ยังไม่มี ครอบครัวก็ไม่มีให้เลี้ยง หรือคุณพ่อคุณแม่ ก็มีสตางค์อยู่แล้ว ไม่ได้เดือดร้อนให้เราต้อง จ่ายเงินเดือนท่านทุกเดือน แล้วเราจะหาอาชีพเสริม ทำเพื่ออะไร
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทุกคน ไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายอย่างนั้น บางคนยังต้องทำ O.T. เพื่อให้เงินเดือนพอใช้จ่าย บางคนมีหนี้บัตรเครดิต หรือบัตรเงินสดที่ต้องชำระ บางคนมีลูกยังเล็ก หรือเข้าโรงเรียนแล้ว ทำให้ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงรับจำนำ อยู่เป็นประจำ
บางคนพ่อแม่ก็ทำงานไม่ไหวแล้ว และไม่ได้มีมรดกด้วย ซึ่งในฐานะของลูกที่ดี ก็ต้องดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ บางคนอาจจะไม่ได้ลำบากก็จริง แต่ก็มองการณ์ไกลไปถึงอนาคต ว่าต้องมีเงินใช้หลังเกษียณ หรือเตรียมพร้อมสำหรับการแต่งงาน และมีครอบครัว

ยิ่งถ้าเรามองไปที่ ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า ประชากรในประเทศเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทำ 2 งาน นั่นคือ อาชีพหลัก และอาชีพเสริม เป็นเรื่องปกติ หากคุณได้มีโอกาสไปคุยกับคนเวียดนามแล้ว คุณจะพบว่า แม้แต่วิศวกรที่นั่น ตอนเย็นยังต้องไปขับแท็กซี่เลย เพื่อที่จะได้มีรายได้เสริม ไว้จุนเจือครอบครัว
เพราะค่าจ้างที่เค้าได้รับนั้น ต่ำกว่าในประเทศไทยค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กลับสูงกว่าค่าครองชีพในบ้านเราเสียอีก เพราะสินค้าต่างๆ ที่มีขายอยู่ตามห้างร้านนั้น ล้วนแล้วแต่ส่งมาจากประเทศไทย ทำให้ราคาถูกบวกเพิ่มให้แพงกว่า ของชิ้นเดียวกัน หากซื้อในประเทศไทย
เหตุผลทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ คนส่วนใหญ่นั้น มองว่าการหาอาชีพเสริมทำนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเค้า ในการที่จะช่วยให้เค้าสร้างชีวิตที่มีคุณภาพ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ในวัยเกษียณ และดูแลคนที่ตนเองรักได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อาชีพเสริมจะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้อย่างไร

  • มีเงินเพิ่มขึ้นเหตุผลหลักเลยที่ทำให้ คุณเริ่มต้นหาอาชีพเสริมทำ คงเดาได้ไม่ยาก นั่นคือ ความต้องการเงินรายได้เพิ่ม เพื่อมาจุนเจือครอบครัว สร้างอนาคต หรือเหตุผลอื่นๆ ที่เป็นทางออกของเงินเพื่อนำไปใช้จ่าย เพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น นำเงินไปเที่ยวต่างประเทศ หรือถ้าจะให้ตามกระแสสังคมในปัจจุบันหน่อย ก็นำเงินไปศัลยกรรมที่เกาหลีเป็นต้น
  • มีโอกาสพัฒนาอาชีพเสริม ไปเป็นธุรกิจนี่เป็นอีกเหตุผล ที่หลายต่อหลายคนมองถึง ว่าเป็นเป้าหมายของการเริ่มต้นทำอาชีพเสริม อาจจะเพราะว่างานประจำที่ทำอยู่ ได้เงินไม่พอใช้ ไม่คุ้มค่าตัว ทำอย่างอื่นน่าจะดีกว่า แต่ถ้าจะให้ลาออกจากงานมาทำเต็มตัวเลย ก็ดูจะสุ่มเสี่ยงเกินไป เลยลองทำ อาชีพเสริม ควบคู่ไปกับงานประจำก่อน และเมื่อสร้างรายได้เพิ่มได้ เป็นกอบเป็นกำ ก็อาจจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อเปลี่ยนอาชีพเสริม ให้กลายเป็นธุรกิจได้
  • เสริมประสบการณ์
    บางทีการเป็นลูกน้องเค้า นั่งทำงานตามคำสั่งของเจ้านายในงานประจำ อาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่า ตนเองเป็นฟันเฟือง ของธุรกิจคนอื่น ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ ความรู้ ความสามารถ อย่างเต็มที่ ในการตัดสินใจทำงาน การทำอาชีพเสริม ทำให้เรามีโอกาสได้ “ปล่อยของ” หรือแสดงความรู้ ความสามารถ ที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ ในที่ทำงาน ประสบการณ์ที่ได้รับ จากอาชีพเสริมนั้น เป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ทีเดียว
  • แรงจูงใจอื่นๆบางครั้ง คนที่เลือกทำอาชีพเสริมบางอย่าง ก็อาจจะมีแรงจูงใจอื่นๆ เช่น เลือกไปช่วยงาน NGO เพราะว่าอยากช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อเติมเต็มความต้องการส่วนตัว หรือขายบัตรเครดิต เพราะต้องการไปเที่ยวต่างประเทศฟรี ตามโปรแกรมกระตุ้นการหาลูกค้าของบริษัทเจ้าของบัตร เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นเหตุผลที่น่าชื่นชม เช่นกัน เพราะเลือกทำ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน และพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้

ปัจจัยที่ใช้ในการเลือก อาชีพเสริม ที่เหมาะกับตัวคุณ

เมื่อเราเล็งเห็นแล้วว่า ตัวเรานั้น จำเป็นจะต้องหาอาชีพเสริมทำ มันก็จะมีคำถามต่อไป ที่เราจะต้องถามตัวเองว่า แล้วเราจะเลือกทำอะไรดี ที่เหมาะกับตัวเราที่สุด และจะใช้ปัจจัยอะไรในการเลือก ตรงส่วนนี้ จะนำเสนอปัจจัยเบื้องต้น ในการเลือกอาชีพเสริม 4 ข้อ ที่จะทำให้คุณได้ อาชีพเสริมที่หมาะกับตัวคุณ
1. เงินลงทุน
“Money is only a tool. It will take you wherever you wish, but it will not replace you as the driver.”
Ayn Rand
“เงินมันก็เป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น มันสามารถนำพาคุณ ไปในทุกที่ๆ คุณต้องการ แต่มันไม่สามารถทดแทนตัวคุณ ซึ่งเป็นคนขับเคลื่อนได้” เป็นคำพูดของ Ayn Rand กวี และนักปรัชญา ชาวอเมริกัน
ถ้าเรามีเงินอยู่ในกระเป๋า หลักหมื่นบาท เราคงไม่ทำเกินตัวไปเลือกอาชีพเสริม ที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุน หลักล้าน เพื่อเบียดเบียนตัวเอง ให้ต้องกระเบียดกระเสียน ใช้จ่ายอย่างประหยัด มากยิ่งขึันไปอีก อย่างแน่นอน เราจึงจำเป็นต้องเลือกอาชีพเสริม ที่ใช้เงินลงทุน เหมาะสมกับเงินในกระเป๋า ถ้าเรามีเงินมากกว่านี้แล้ว จะเปลี่ยนไปทำที่ต้องใช้เงินมาก ก็ยังไม่สาย ถ้าไม่มีเงินลงทุนจริงๆ การเริ่มต้นทำธุรกิจเครือข่าย ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่เลว และความเสี่ยงต่ำเช่นเดียวกัน
2. ช่วงเวลาที่ใช้
“Until you value yourself, you won’t value your time. Until you value your time, you will not do anything with it.”
M. Scott Peck
“จนกว่าคุณจะประเมินคุณค่าของตนเอง คุณยังไม่ประเมินคุณค่าของเวลา จนกว่าคุณจะประเมินคุณค่าของเวลา คุณยังไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลย” เป็นคำพูดของ M. Scott Peck หมอ และนักจิตวิทยา ชาวอเมริกัน
อาชีพเสริมที่คุณเลือกนั้น จำเป็นต้องที่จะต้องลงตัว กับงานประจำ และเวลาที่คุณให้กับครอบครัว รวมถึงสุขภาพของคุณด้วย มันคงไม่ดีแน่ ถ้าทำอาชีพเสริมโดยเบียดบังเวลาทำงาน สุดท้ายโดนเจ้านายให้ออกจากงาน หรือทำอาชีพเสริม จนต้องเลิกกับแฟน หรือร่างกายทรุดโทรม ไม่ได้พักผ่อน
3. เนื้องาน
“A business that makes nothing but money is a poor business.”
Henry Ford
“ธุรกิจที่ทำเงินอย่างเดียว เป็นธุรกิจชั้นเลว” เป็นคำพูดของ Henry Ford นักธุรกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท Ford Corporation ชาวอเมริกัน
ถ้างานประจำที่ต้องทำ ทำให้คุณห่อเหี่ยว และรู้สึกไร้ค่าแล้ว ทำไมยังต้องหาอาชีพเสริม ที่ทำร้ายจิตใจตัวคุณเองอีก คุณควรจะหาอะไรทำที่มัน ช่วยจรรโลงจิตใจคุณ เติมเต็มชีวิตของคุณ ให้คุณได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะคุณจะทำมันได้ยอดเยี่ยม และทุกคนจะต้องชอบมัน
4. แรงบันดาลใจอื่นๆ
“Inspiration exists, but it has to find us working.”
Pablo Picasso
“แรงบันดาลใจมันมีอยู่ และมันควรจะอยู่ในงานของเรา” เป็นคำพูดของ Pablo Picasso จิตรกรเอกของโลก ชาวสเปน
อาชีพเสริม บางอย่าง อาจจะไม่ได้เติมเต็มคุณ ในแง่ของเงินทองที่ได้รับ แต่คุณจะได้รับอย่างอื่นมาแทน เช่น ประสบการณ์ สิ่งของแลกเปลี่ยนอย่างการไปเที่ยวต่างประเทศ หรือการได้ช่วยเหลือคนอื่น ก็อาจจะเป็นสิ่งที่เติมเต็มคุณได้เช่นกัน


วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

25 ข้อคิดในการบริหารธุรกิจสไตล์ แจ็ค หม่า



มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน เจ้าของเว็บไซต์ Alibaba
 1. สัตว์ในป่ามีมากเกินไป จับกระต่ายตัวเดียวพอ
 2. ระยะห่างไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือการไม่รู้ระยะห่าง และความผิดพลาดก็ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวกว่าคือการไม่ยอมรับความผิดพลาดนั้น
 3. การบริการที่ดีที่สุด คือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องการบริการ
 4. การหาพนักงานระดับบริหาร ให้เอาคนที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
 5. คนที่เป็นพลทหารที่ดีไม่ได้ ก็ไม่มีวันเป็นนายพลที่ดีได้!
 6. การใช้คนที่ดีที่สุด คือการให้ความไว้วางใจ
 7. คู่แข่งไม่ใช่ต้นแบบที่ต้องทำตามเสมอไปและอย่าดึงคนจากคู่แข่ง
 8. สุดยอดของวิธีจัดการกับคู่แข่ง คือเปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นคู่ค้า การผูกมิตรและร่วมมือถือเป็นวิถีของผู้ชนะอย่างแท้จริง
 9. รายได้กับอุดมการณ์ต้องมาควบคู่กัน! (และอย่าลืมรักษาอุดมการณ์ในวันแรก)
 10. ระหว่างการวิ่ง มักมีคนตามไม่ทันเสมอ
 11. สิ่งที่สำคัญกว่าการที่คุณสามารถทำอะไร คือการที่คุณควรทำอะไร
 12. ผู้นำที่สุดยอดไม่ใช่การทำตัวเป็นพนักงานตัวอย่าง แต่คือการทำให้พนักงานกลายเป็นพนักงานตัวอย่าง
 13. เพชรต้องผ่านการถลุง ผ่านการเจียระไนยถึงจะโดดเด่น #คนก็เช่นกัน
 14. วิธีคิดสำคัญกว่าวิธีการ กลยุทธ์สำคัญกว่ากระบวนท่า!!
 15. ความกระตือรือร้นทำให้เราอยู่ได้ แต่ความกระตือรือร้นอย่างต่อเนื่องทำให้เราทำเงินได้!
 16. เราควรจ่ายค่าตอบแทนแก่ผลลัพธ์และควรปรับมือกับขั้นตอน
 17. ผลประโยชน์อาจทำให้พนักงานทำงานให้เราในเดือนนี้ แต่ไม่ใช่ตัวที่ทำให้พนักงานอยู่กับเราไปถึงสิบปีข้างหน้า! (อย่าใช้ผลประโยชน์มาดึงดูดพนักงาน)
 18. ถ้ากลัวความผิดพลาด จะไม่มีทางมีวันพรุ่งนี้!!
 19. การตัดสินใจอาจผิดพลาดได้ แต่หลักการต้องไม่ผิดพลาดเด็ดขาด!
20. ความเปลี่ยนแปลงคืออาวุธสำคัญในการแข่งขัน
21. สิ่งที่แข็งแรงที่สุดในวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่อ่อนแอที่สุดในวันหน้า!
 22. เวลาคนอื่นมองคุณเป็นไอดอล อย่าคิดว่าตนเองเป็นไอดอลเด็ดขาด
 23. คนที่ยึดตามหนังสือมากเกินไปจะไม่สำเร็จ
 24. จงฝัง DNA ของแบรนด์ ไว้ในตัวพนักงานทุกคน
 25. การบริหารธุรกิจ คือการบริหารใจคน
 เครดิต : สรุปเรียบเรียงเนื้อหาจากหนังสือ "บริหารสไตล์แจ๊ค หม่า"

สร้างธุรกิจขั้นเทพ คนที่ประสบความสำเร็จรู้อะไรที่เราไม่รู้บ้าง

         


                  ใครๆ ก็มีฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากมีกิจการและมีอิสรภาพกำหนดชีวิตตัวเอง แต่พวกเราส่วนใหญ่มักไม่ได้เข้าใจความเป็นจริงของการทำธุรกิจ ไม่รู้ว่าทางสายนี้จะต้องพบเจออะไร และเรียกร้องอะไรจากเราบ้าง ทำธุรกิจโดยมีแต่ฝันและใจนำทาง ไม่มีหลักคิดที่ชัดเจน ไม่มี “กูรู” มาชี้แนะให้เหมือนกับธุรกิจยักษ์ใหญ่ว่าควรต้องคิดและบริหารจัดการอย่างไร ไม่น่าแปลกใจที่ข้อมูลจากสถิติจะระบุว่า ธุรกิจเกิดใหม่กว่าครึ่งจะไปไม่รอดภายในระยะเวลาภายใน 1 ปีหลังจากเริ่มกิจการ และ 80% ของธุรกิจที่รอดจากช่วงปีแรกก็จะล้มพับไปในช่วง 5 ปีต่อมา ส่วนกิจการที่ยังอยู่รอดส่วนใหญ่ก็มักมีสภาพแคระแกร็น ทรงๆ มากกว่าจะพุ่งทะยานและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำไมความฝันอันสวยงามในตอนเริ่มต้นถึงกลายเป็นฝันร้ายแบบนี้ไปได้ทำไมการเป็นเจ้าของธุรกิจจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความฝันหดหาย พลังชีวิตเหือดแห้ง และสูญเสียอิสรภาพในการใช้ชีวิต?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ไปไม่รอด
                ในหนังสือที่สั่นสะเทือนความคิดในการทำธุรกิจเล่มดัง สร้างธุรกิจขั้นเทพ: เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จรู้อะไร ที่ผู้ประกอบการทั่วไปไม่เคยรู้ (ตุลาคม 2555: แปลจาก The E-Myth Revisited: Why Most Small Businesses Don’t Work and What to Do about It) ได้ให้คำตอบว่าเป็นเพราะ “ความเข้าใจผิดของผู้ประกอบการ” และ “สมมติฐานมรณะ” ที่คนส่วนใหญ่มีต่อการทำธุรกิจ ข้อสรุปนี้เป็นผลจากการที่ผู้เขียนได้เข้าไปให้คำปรึกษาโดยตรงแก่ธุรกิจน้อยใหญ่นับหมื่นราย จนเห็นจุดผิดพลาดทางความคิดและวิธีการทำธุรกิจของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ธุรกิจหรือกิจการของพวกเขากลายเป็นตัวกินฝัน ทำลายพลังชีวิต ไปไม่รอด หรือไม่ก็ไม่อาจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ความเข้าใจผิดของผู้ประกอบการ
                หนึ่งในสมมติฐานมรณะที่ทำให้ธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่ล้มเหลวคือ การคิดว่าถ้าเราทำอะไรได้ดี (หรือเชี่ยวชาญในการทำอะไรสักอย่าง) แล้ว เราก็จะเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจนั้นตามไปด้วย เช่นว่า ถ้าฉันอบขนมพายได้หอมอร่อยกว่าใคร ฉันก็จะทำธุรกิจร้านเบเกอรี่ได้เยี่ยมยอดที่สุด ที่บอกว่าเป็นสมมติฐานมรณะก็เพราะว่า การเป็นผู้เชี่ยวชาญ(ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)เป็นคนละเรื่องกับการทำธุรกิจ(นั้น)ให้ประสบความสำเร็จ การทำขมพายได้อร่อยสุดๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกับการทำธุรกิจเบเกอรี่ให้เติบโตทำกำไรงดงาม คนที่ริเริ่มกิจการขึ้นมาไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ประกอบการได้โดยอัตโนมัติ หรือจะมีความสามารถในการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

สามคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ในการเป็นเจ้าของธุรกิจ
                การจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องมีคุณสมบัติสามอย่างคือ มีทักษะเชิงเทคนิค (เป็นผู้ชำนาญการ) เชิงการจัดการ (เป็นผู้จัดการ) และเชิงวิสัยทัศน์ (เป็นผู้ประกอบการ) การขาดอันใดไปคือหนึ่งในสาเหตุแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ/กิจการส่วนใหญ่ ข่าวดีก็คือเราสามารถพัฒนาทักษะทั้งสามด้านนี้ขึ้นมาได้ อีกทั้งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจคือ ทุกธุรกิจหรือกิจการจะต้องผ่านช่วงของการเริ่มต้น เติบโต และเติบโตเต็มที่ โดยแต่ละช่วงจะมีความท้าทายเฉพาะตัวให้ต้องรับมือ ซึ่งต้องใช้ทักษะในการจัดการที่แตกต่างกันไป ถ้าเราไม่เข้าใจธรรมชาติของแต่ละช่วงและจัดการไม่ถูกต้องเหมาะสม ธุรกิจก็จะประสบปัญหารุนแรง
 

ธุรกิจคือภาพสะท้อนตัวตนของคุณ
                อีกประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ธุรกิจของคุณไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าภาพสะท้อนตัวตนของคุณ ตัวคุณเป็นอย่างไร ธุรกิจคุณก็จะเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว “ถ้าจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของคุณ คุณก็ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน แต่ถ้าคุณไม่เปลี่ยน ธุรกิจของคุณก็ไม่สามารถให้สิ่งที่คุณต้องการได้ การเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่ต้องทำก็คือ ความคิดของคุณว่าจริงๆ แล้วธุรกิจของคุณคืออะไร และถ้าจะให้มันสำเร็จหรือได้ผลจะต้องทำอะไรบ้าง” ซึ่งผู้เขียนก็อธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่านี้อย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่แนวคิดที่สำคัญและท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ว่า...

ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ไม่ใช่ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด
                 ความสำเร็จที่แท้จริงของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณขายอะไร แต่อยู่ที่คุณขายอย่างไรต่างหาก เพราะ “ระบบ” คือคำตอบของธุรกิจขั้นเทพทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวสินค้า ระบบของธุรกิจนั้นๆ จะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะตามมา และระบบจะทำงานแทนตัวคุณโดยไม่จำเป็นต้องมีคุณตลอดเวลา ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวระบบธุรกิจที่ว่านี้ ไม่ใช่จัดการแต่งานประจำในแต่ละวัน ผู้เขียนยังชี้ว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร คุณก็สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างระบบจาก “ธุรกิจแฟรนไชส์” ได้อย่างมหาศาล พร้อมอธิบายรายละเอียดไว้ในตอนที่สอง “การปฏิวัติสำเร็จรูป: มุมมองธุรกิจแบบใหม่” ทั้งยังแนะแนวทางสร้างระบบธุรกิจขั้นเทพในตอนที่สาม “สร้างธุรกิจขนาดย่อมให้ประสบความสำเร็จ” ที่จะช่วยเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อการทำธุรกิจไปในทุกมิติ


                ยังมีแนวคิดที่น่าสนใจอีกมากใน “สร้างธุรกิจขั้นเทพ” ที่ถ่ายทอดออกมาตรงนี้มาได้ไม่หมด หนังสือธุรกิจเล่มนี้มีสไตล์ค่อนข้างแปลก มีแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตให้ขบคิดตั้งแต่ต้นจนจบ มีการอ้างอิงถ้อยคำจากครูทางจิตวิญญาณ นักปรัชญา นักจิตวิทยา นักฟิสิกส์ กวี มาประกอบการอธิบายเรื่องราวทางธุรกิจ เชื่อมโยงมิติการทำธุรกิจเข้ากับเรื่องปรัชญาชีวิตและการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ แนวคิดสำคัญหลายอย่างในเล่มจะเปลี่ยนมุมมองในการทำธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการของคุณไปอย่างคาดไม่ถึง ที่สำคัญมันจะไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะผลลัพธ์ทางธุรกิจของคุณเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนแปลงตัวตนภายในและชีวิตของคุณไปพร้อมกันด้วย ผู้เขียนเองก็สรุปว่า ที่สุดแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของสิ่งที่คุณเป็นและจุดที่คุณต้องการมุ่งไปในชีวิต ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจเท่านั้น หนังสือเล่มนี้ทั้งกระตุ้นความคิดและกระตุกความรู้สึกไปพร้อมกัน สามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้ถึงระดับของอารมณ์ความรู้สึก ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงได้รับความนิยมจากเหล่าเจ้าของธุรกิจและผู้อ่านทั่วโลก ทั้งยังกลายเป็นหนังสือภาคบังคับในหลักสูตร MBA ของหลายสถาบันชั้นนำในสหรัฐอเมริกา นิตยสารไทม์ถึงกับยกให้เป็นหนึ่งในหนังสือด้านการบริหารธุรกิจที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลกธุรกิจ (2011) เจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการรวมถึงผู้มีฝันอยากทำธุรกิจ ต้องลองอ่านดูสักครั้ง!!

ขอบคุณแหล่งที่มา:  อิงค์ควิตี้ - Entrepreneur's Handbook ทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ

ค้นหาอนาคตที่คุณต้องการ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันและต้องการประสบความสำเร็จด้วยการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินไหล 6-7หลักต่อเดือน ค้นพบลู่ทางสร้างอิสรภาพทางการเงินที่นำคุณสู่การเกษียณในวัยใสที่มั่งคั่งและมั่นคง


รู้อะไรก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่รู้คุณค่าของตัวเอง

           

           ชายผู้ไม่ยอมแพ้ วัย34ปี หนุ่มออสเตรเลียที่พิเศษ ไม่มีแขนไม่มีขา เท้าซ้ายมีนิ้วเล็กๆ2นิ้ว เคยคิดฆ่าตัวตายในตอนเด็ก เพราะรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกินบนโลกใบนี้ แต่ในที่สุดเค้าก็ได้ต่อสู้มา ในที่สุดได้เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจคนอื่นทั่วโลก มาติดตามบทสัมภาษณ์ที่แสนจะอบอุ่นจากชายที่แม้ร่างกายจะไม่ครบสมบูรณ์ แต่จิตใจเค้ากลับไม่เคยขาดซึ่งความศรัทราในตัวเอง และยังมีพื้นที่กว้างมากพอที่จะสามารถโอบรับคนทั้งโลกให้สัมผัสสะเทือนเกิดแรงบันดาลใจกับเรื่องราวของเค้าคนนี้ “นิค วอยาชิช”


ปฏิกิริยาแรกของคุณคืออะไรคะ เมื่อทราบว่าตัวเองพิเศษไม่เหมือนใคร
นิค วอยาชิช : ผมว่าผมไม่มีแขนและไม่มีขา แต่ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรจนกระทั้งได้ไปโรงเรียน ผมเริ่มโดนล้อ และโดนแกล้ง ผมตระหนักว่าผมไม่เหมือนคนอื่น ผมทำอย่างที่คนอื่นเขาทำไม่ได้ พ่อแม่ผมให้กำลังใจผมเสมอ พวกเขาให้ผมสนใจสิ่งที่ผมมี ละขอบคุณสิ่งเหล่านั้น แทนที่จะอิจฉาสิ่งที่คนอื่นเขามี การรู้ว่าตัวเองเป็นใครสำคัญมากกว่าการมีอะไร ผมซึมเศร้าและรู้สึกโดดเดี่ยว ผมรู้สึกอยากยอมแพ้ตอนที่เป็นเด็ก

คุณเอาชนะการโดนแกล้งที่โรงเรียนยังไงคะ
นิค วอยาชิช : พ่อแม่ผมมักบอกให้อย่าไปสนใจแต่มันยากมาก จริงๆแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย พวกเขาพยายามให้แนวคิดผมว่า ถ้าคนไม่อยากเป็นเพื่อนกับผมเพราะกายภาพของผมพวกเขาก็จะเสียโอกาสที่จะได้มีมิตรภาพดีๆ และคุณเองก็คงไม่อยากเป็นเพื่อนกับพวกเขาเหมือนกัน ถ้าเขามาตัดสินที่รูปลักษณ์ภายนอก โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าอย่างไร เรามักมองสิ่งภายนอก พ่อแม่ผมมักสอนคือให้รักแม้กระทั้งศัตรู คนที่แกล้งผมอาจมีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากทำให้พวกเขามีความโกรธแค้น ทำให้ทำร้ายคนอื่น การที่ทำให้ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่เจ็บปวด มีอีกแยะที่ถูกแกล้งเหมือนกัน และให้ผมลงมือทำสิ่งต่างๆ ก้าวข้ามผ่านความกลัว ให้ผมรู้จักคิดฝันใหญ่ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากครับ เพราะผมรู้สึกโดดเดี่ยวผมไม่คิดว่าผมมีอนาคตหรือความหวัง ผมไม่คิดว่าผมมีมากพอที่จะมีความสุข

คุณให้กำลังใจตัวเองในตอนนั้นอย่างไงคะ
นิค วอยาชิช : พ่อแม่ผมมักให้กำลังใจผมเสมอ พวกเขาบอกว่ารักผมและสวดมนต์ให้ผม เราไปโบสถ์ พ่อแม่เป็นคริสเตียน พวกเขาพยายามปลูกฝังให้ผมเชื่อมั่นว่า มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านี้ในชีวิตของผม และเป็นสิ่งที่ผมอาจจะยังมองไม่เห็นในตอนนั้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าพระเจ้ามีแผนการ ความหวัง และอนาคตให้ผม แต่ผมมองไม่เห็นเลยครับ แม้จะได้รับกำลังใจ แต่ผมก็ยังหดหู่ ผมพยายามฆ่าตัวตายตอนผมอายุ10ขวบ พยายามจะทำให้ตัวเองจมน้ำในอ่างน้ำที่บ้าน ผมรู้สึกว่าไม่มีความหวัง ความหวังเป็นคำที่มีพลังมาก เราทุกคนมองหาความหวัง หาซื้อไม่ได้ต้องใช้ความจริง คุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง ผมดีใจที่ผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ผมต้องเจ็บปวด มองย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าผมกำลังจะพลาดอะไรดีๆ ถ้าผมยอมแพ้ไปเสียก่อน

คุณก็ต้องหาวิธีใหม่ๆ เสมอในการดำรงชีวิตใช่ไหมคะ
นิค วอยาชิช : ตอนผมเป็นวัยรุ่น เพื่อนผมถามว่าใครช่วยผมที่บ้าน ผมบอกว่าพ่อแม่ผม เธอถามว่าแล้วศักดิ์ศรีของคุณละ ผมไม่เข้าใจความหมายของคำว่าศักดิ์ศรี ผมมาตระหนักที่หลังและคิดว่าผมน่าจะพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมควรพยายามทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ทุกคนที่แปลงฟันเองได้ หรือแต่งตัวเองได้ ตรงนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าสักเท่าไหร่ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะเดินได้ไหมหรือนั่งรถเข็น ตอนผมอายุ13 ปี ผมพยายามเต็มที่ ผมแปลงฝันเอง ผมหวีผมเอง ดูแลตัวเอง พอผมอายุ15-16ปี ผมสามารถแต่งตัวพร้อมออกจากบ้านแล้วขึ้นรถแท็กซี่ แต่ปัญหาคือ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในความพยายามและตั้งใจ ต้องทำใหม่ เวลาที่ทำไม่ได้ผมมีผู้ดูแลตอนอายุ23-24 ผมรู้สึกว่าไม่เป็นไรหากว่าเราต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น การยอมรับตรงนี้ต้องใช้ความถ่อมตนในการตระหนักว่าเราต้องการความช่วยเหลือ ผมไม่สมบูรณ์แบบ ผมไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ มีอีกหลายอย่างที่ผมต้องแก้ไข ผมต้องการรักคนได้มากกว่านี้ มีความอดทนมากกว่านี้

เทียบกับตอนเป็นเด็ก ตอนวัยรุ่นเป็นช่วงที่ยากกว่าไหมคะ
นิค วอยาชิช : ตอนเด็กลำบากกว่าครับ แต่ตอนเป็นวัยรุ่นเพิ่มเริ่มกังวลว่าผมจะมีชีวิตแบบไหน ผมคงไม่มีงานทำ ผมคงไม่ได้แต่งงาน คงไม่มีแฟน และต่อให้มี ผมยังจับมือเธอไม่ได้เลย สิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาในหัว เป็นอายุที่ทุกคนเริ่มออกเดท ผมเลยเริ่มคิดว่าผมจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตหรือไม่ ตอนอายุ15 เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่ผมได้เจอกับพระเจ้าในคัมภีร์บทที่9 ชายคนหนึ่งเกิดมาตาบอด และไม่มีใครทราบว่าทำไมถึงเกิดเป็นแบบนั้น พระเยชูตรัสว่าเป็นแบบนี้เพราะผลงานของพระเจ้าจะแสดงออกจากผู้ชายคนนี้ ผมเลยคิดว่าถ้าพระเยซูทรงมีแผนสำหรับคนตาบอด พระเจ้าก็คงมีแผนให้ผม ผมคิดว่าถ้าพระองค์ทรงไม่ให้แขนกับขาแก่ผม ผมทราบว่าพระองค์จะทรงสร้างปาฏิหาริย์ ผมเก็บรองเท้าไว้ในตู้เสื้อผ้าคู่หนึ่ง เผื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง แต่ต่อให้พระองค์ไม่ทรงให้แขนและขากับผม ผมสมบูรณ์แบบแล้ว ผมมีสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ และแขนขาไม่สามารถให้ได้ เป้าหมาย ความกระตือรือร้น ความกล้าหาญ ความสงบ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตไม่ใช่สิ่งของ แต่คือการรู้คุณค่าของตัวเอง รู้จุดประสงค์ของตนเอง นั่นคือตอนที่ผมอาย15 ครับ

คุณรับมือกับคำถามที่ว่าทำไมต้องเป็นฉันและความโกรธยังไงคะ
นิค วอยาชิช : คำถามที่ว่าทำไมต้องเป็นผม เกิดขึ้นตอนอายุ8-12ขวบ ผมไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ผมรู้สึกว่าไม่มีจุดประสงค์อยู่เบื้องหลัง จุดหมายนำมาซึ่งความกล้าหาญ ถ้าไม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี้ทำไม ไม่สำคัญว่าคุณมีหรือไม่มีอะไร แต่ถ้าไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ทำไม ถ้าไม่มีการรับรู้ว่ามีชีวิตอยู่ทำไม ถ้าไม่มีการรับรู้ตรงนี้ คนก็อยู่ไม่ได้ ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ความศรัทธาสำคัญมาก ถ้าไม่ศรัทธาในความหวัง คุณไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น ถ้าคุณเชื่อเฉพาะสิ่งที่มองเห็นเท่านั้น คุณจะพลาดอะไรดีๆเยอะเลยครับ ดูสิครับ ผมจะพลาดอะไรไปบ้าง ถ้าเชื่อเฉพาะสิ่งที่เห็นตอนที่ผมเป็นเด็ก ความศรัทธา คุณเอาชนะได้ คุณสวยงามอย่างที่เป็น คุณไม่ใช่ความผิดพลาด คุณถูกสร้างมาเพื่อให้กำลังใจและรักคนอื่น

คุณทราบตอนไหนคะ ว่าอยากเป็นนักพูดแนวให้กำลังใจ
นิค วอยาชิช : ตอนผมอายุ17ปี ภารโรงจะคุยกับผมทุกวัน คุยเกี่ยวกับทุกเรื่อง เรื่องเพศ พระเจ้า ศาสนา ชีวิต เขาบอกว่าผมจะเป็นนักพูดซักวัน เขาบอกว่าผมจะเล่าเรื่องราวของตัวเอง ผมบอกว่าผมไม่มีเรื่องราวอะไรจะเล่า เขาบอกว่าผมมี เขาตื้อผม3เดือนให้ผมไปพูดให้เด็กวัยรุ่น10คนฟัง สุดท้ายผมไป ผมพูด พวกเขาเริ่มร้องไห้ พวกเขาคงซึ้งมาก แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เชิญให้ไปพูดที่นั้นที่นี่ ผมไปพูดต่อหน้าเด็กวัยรุ่น300คนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตอนผมอายุ19ปี ผมไม่รู้จะพูดอะไร มือเหงื่อออก ขาสั่น แล้วผู้หญิงครึ่งห้องก็ร้องไห้ มีอยู่คนหนึ่งที่ยกมือขึ้นแล้วบอกว่า ขอโทษนะคะขออนุญาตไปกอดคุณบนเวทีได้ไหม ต่อหน้าทุกคนเธอขึ้นมากอดผมแล้วก็ร้องไห้ และพูดว่า ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ไม่เคยมีใครบอกรักหนู ไม่เคยมีใครบอกว่าหนูสวยอย่างที่เป็น นั่นคือตอนที่ผมทราบว่าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตหนึ่งชีวิต และทำให้รูว่า ผมคงไม่เป็นนักบัญชีหรือนักวางแผนการเงินแล้ว ผมก็เรียนจนจบปริญญาแต่ผมก็พยายามเรียนเป็นนักพูดครับ

อะไรคือใจความหลักที่คุณอยากบอกคนอื่นเวลาที่ไปพูดรอบโลกคะ
นิค วอยาชิช : ข้อความหลักคือคุณค่าที่แท้จริงในตัวคุณ และเป้าหมายหลักที่แท้จริง เพื่อให้รู้ว่าสิ่งต่างๆไม่ได้ ทำให้คุณมีความสุข เงิน ยาเสพติด เซ็กส์ แอลกอฮอล์ สิ่งลามก ชื่อเสียง เงินตรา ความเห็นของคนอื่น เกี่ยวกับคุณ คุณไม่ต้องเป็นเหมือนใคร คุณเป็นตัวคุณให้ดีที่สุด ให้รักกัน ให้รู้ว่าเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ที่เป็นนิรันดร์ ให้สำนึกผิดในสิ่งที่ทำไม่ดี ความอิจฉา ความเกลียดชัง ความหยิ่งยโส ความโลภ และความใคร่ เราหันหลังให้สิ่งเหล่านี้ เราจะพบความสุข เราเป็นอิสระ ผมมีอิสระ ไม่ใช่เพราะมีคนรู้จักผมมากขนาดไหน ไม่ใช่เพราะจำนวนเงินที่อยู่ในบัญชีผม แต่เพราะรู้ว่ามีใครบางคนที่ต้องได้ฟังเรื่องของความหวัง ผมเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับคนอื่น ทุกคนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ให้กับคนอื่นได้เหมือนกัน

เวลาดิฉันคุยกับคุณ คุณยิ้มตลอดเวลา ดูเป็นคนมีความสุข คุณเป็นคนคิดบวกตลอดเวลาได้ยังไงคะ
นิค วอยาชิช : เพราะผมมีความหวังผมเลยมีทัศนคติที่ดี บางคนบอกว่าวิธีที่จะมีความหวัง คือการมีทัศนคติที่ดี ผมว่าไม่ใช่ครับ ถ้ามีคนกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งแล้วเขาไม่รู้ว่าจะไปไหนหลังชีวิตนี้ จะมีทัศนคติได้อย่างไร เพราะผมรู้ว่าผมจะไปไหน ผมเป็นใคร ความตายก็ไม่ทำให้ผมกลัว ผมอยากให้คนรู้ว่า ถ้ามีความหวังจะพบความสงบ คุณยังคงมีความหวังได้ยังไงในวันที่มืดมนที่สุด นิค วอยาชิช : อย่าที่จะอยู่ในความมืดมน อยากให้เชื่อมั่นว่าจะมีสิ่งดีๆแล้วจะเกิดขึ้น ทุกคนมีบางอย่างรออยู่ จุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าไม่เชื่อก็จะไม่ค้นหา และถ้าไม่ค้นหาก็จะไม่เจอ

ตอนนี้คุณเป็นคุณพ่อและสามีรู้สึกอย่างไงคะ
นิค วอยาชิช : น่าทึ่งครับ การแต่งงานยอดเยี่ยมมาก ผมแนะนำการแต่งงานอย่างสูงครับ ตอนที่ผมรู้สึกลูกผมเตะในท้องภรรยาไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง ตื่นเต้น มีความสุข มีความสงบ ความรัก ผมพูดออกมาดังๆ ว่าผมรักลูก ผมชอบความรู้สึกที่ผมได้รักในฐานะพ่อคน สิ่งที่ผมต้องการคือสื่อสารกับคนทั่วโลกแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสมดุล อย่างแรกคือ ต้องมีเวลาในการสวดมนต์ และศรัทธาในศาสนา อย่างที่สองคือ ครอบครัว ผมต้องการเป็นสามีที่ดีมากกว่าเป็นนักพูดที่ดีและเป็นพ่อที่ดีด้วย ผมอยากให้ลูกรู้ว่าพ่อรักลูก รู้ได้ยังไง โดยการที่พ่อใช้เวลากับลูก

สำหรับคนที่มีเรื่องทุกข์ใจ แล้วเขานึกถึงนิคเขาควรคิดถึงอะไรคะ
นิค วอยาชิช : ความปิติยินดีครับ เป็นสิ่งที่บวก เรากำลังค้นหาความปิติ เป็นมากกว่าความสุข บ่อยครั้งความสุขก็ชั่วคราวเท่านั้น แต่ความปิติเป็นสิ่งที่คุณยึดเหนี่ยวได้ มีความปิติแม้กระทั้งเวลาร้องไห้ ความปิติว่า ถ้านิคทำได้ คุณทำได้

 รู้อะไรก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่รู้คุณค่าของตัวเอง

ค้นหาอนาคตที่คุณต้องการ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันและต้องการประสบความสำเร็จด้วยการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินไหล 6-7หลักต่อเดือน ค้นพบลู่ทางสร้างอิสรภาพทางการเงินที่นำคุณสู่การเกษียณในวัยใสที่มั่งคั่งและมั่นคง


 

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

70 คำสอนของโรเบิร์ต คิโยซากิ (Robert Kiyosaki)

นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักการศึกษาด้านการเงินและการลงทุนระดับโลก ผู้แต่งหนังสือขายดี  พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad)  New York Times Bestseller หลายปีซ้อน

70  คำสอนของโรเบิร์ต คิโยซากิ (Robert Kiyosaki)

นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักการศึกษาด้านการเงินและการลงทุนระดับโลก ผู้แต่งหนังสือขายดี  พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad)  New York Times Bestseller หลายปีซ้อน

1. คนจนมักคิดว่า  “ฉันทำไม่ได้”    คนรวยมักคิดว่า   “ฉันต้องทำอย่างไร”

2. คนจนเจอของที่อยากได้บอก   “เราไม่มีเงินซื้อ”    คนรวยเจอของที่อยากได้ ตั้งคำถาม   “เราจะซื้อมันได้อย่างไร”

3. คนจนส่วนใหญ่บอก คนรวยเห็นแก่ตัว ความจริงคนรวยส่วนใหญ่มีน้ำใจ ในขณะที่คนจนส่วนใหญ่เห็นแก่ตัว

4. คนจนเห็นแก่ตัว เรียกร้องเงินเดือน ตำแหน่งสูงจากบริษัท โดยลืมคิดไปว่าพวกเขาทำสิ่งต่างๆเพื่อผู้อื่นหรือยัง ทุ่มเทเพื่อบริษัทมากพอหรือยัง

5. ธุรกิจใด  แก้ปัญหาผู้คนได้มากเท่าไหร่  ธุรกิจนั้นก็ยิ่งร่ำรวย

6. ถังแตกมันเป็นเรื่อง  “ชั่วคราว”    ความจนมันเป็นเรื่อง  “ถาวร”

7. ชีวิตมี 2 ทางเลือก   1. เดินตามฝันสู่เจ้าของธุรกิจ     2. ดับฝันกลับไปทำงานประจำซะ

8. นิสัยการใช้เงิน จะสะท้อนให้เห็นตัวตนแท้จริง ว่าเราเป็น คนรวย คนชั้นกลาง หรือ คนจน

9. พ่อจนสอนว่า ตั้งใจเรียนจะได้ทำงานบริษัทที่มั่นคง   พ่อรวยสอนว่า ตั้งใจเรียนจะได้ซื้อบริษัทที่มั่นคง

10. พ่อจนสอนว่า การรักเงินเป็นบ่อเกิดความชั่วร้าย   พ่อรวยสอนว่า การขาดเงิน เป็นบ่อเกิดความชั่วร้าย

11. พ่อจนสอนว่า คนรวยควรเสียภาษีมากๆ เพื่อช่วยคนจน พ่อรวยสอนว่า ภาษีทำโทษคนขยัน ให้รางวัลคนขี้เกียจ

12. พ่อจนบอก พ่อไม่รวยเพราะพ่อมีลูก พ่อรวยบอก พ่อต้องรวย เพราะพ่อมีลูก

13. พ่อจน ห้ามพูดเรื่องเงินตอนกินข้าว พ่อรวย ชอบคุยเรื่องเงินตอนกินข้าว

14. พ่อจนบอก เรื่องเงินทองต้องปลอดภัยไว้ก่อน พ่อรวยบอก ต้องรู้จักวิธีจัดการกับความเสี่ยง

15. พ่อจนบอก บ้านเป็นการลงทุนและเป็นทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุด พ่อรวยบอก บ้านไม่ใช่การลงทุนและเป็นหนี้สินที่ใหญ่ที่สุด

16. พ่อจน ชำระหนี้เป็นอันดับแรก พ่อรวย ชำระหนี้เป็นอันดับสุดท้าย

17. พ่อจน ประหยัดทุกบาททุกสตางค์เพื่อสะสมเงิน พ่อรวย ใช้ทุกบาททุกสตางค์เพื่อการลงทุน

18. พ่อจน สอนวิธีเขียนประวัติส่วนตัวอย่างไรให้ได้งาน พ่อรวย สอนวิธีเขียนแผนธุรกิจอย่างไร จึงสร้างงาน

19. พ่อจนบอก ชาตินี้ไม่มีวันรวยแน่นอน พ่อรวยบอก คนรวยเขาไม่คิดแบบนั้นหรอก

20. พ่อจนบอก เงินไม่สำคัญ พ่อรวยบอก เงินคืออำนาจ

21. พ่อจนบอก เรียนเพื่อให้ได้เงินเดือนสูงๆ พ่อรวยบอก เรียนเพื่อรู้วิธีใช้เงินทำงานแทนเรา

22. พ่อจนบอก พ่อไม่ทำงานเพื่อเงิน พ่อรวยบอก เงินต้องทำงานให้พ่อ

23. ถ้าเธออยากทำงานเพื่อเงิน ไปเรียนเอาที่โรงเรียน แต่ถ้าอยากให้เงินทำงานเพื่อเรา เธอต้องเรียนจากชีวิตจริง

24. การเรียนรู้วิธีใช้เงินทำงานให้เรา ต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิต

25. คนรวยให้ความสำคัญกับทรัพย์สิน  คนทั่วไปสนใจแต่รายได้

26. อย่าให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ จงใช้สมองกำหนดการกระทำ

27. การได้งานทำ คือการแก้ปัญหาระยะสั้น ทุกคนรอแค่วันเงินเดือนออก ปล่อยให้เงินมีอำนาจเหนือชีวิต พวกเขาไม่เคยหยุดคิดเลยว่า มีวิธีอื่นอีกไหม ที่ได้เงินมากกว่านี้

28. กระแสเงินสด คือ เรื่องราวที่บอกเล่าถึงวิธีจัดการกับเงินของคนแต่ละคน

29. การมีเงินมากๆ ไม่สำคัญเท่า การรู้จักวิธีรักษาเงินให้อยู่กับเราตลอดไป

30. พ่อจน เน้นให้อ่านมากที่สุด พ่อรวย บอกให้เรียนเรื่องเงินมากที่สุด

31. คนรวยเพิ่มทรัพย์สิน คนชั้นกลางเพิ่มหนี้สิน โดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สิน

32. ทรัพย์สิน คือ อะไรก็ตามที่ทำให้เงินเข้ากระเป๋า หนี้สิน  คือ  อะไรก็ตามที่ทำให้เงินออกจากกระเป๋า

33. โรงเรียนมีไว้ผลิตลูกจ้างชั้นดี  ไม่ได้มีไว้ผลิตนายจ้างชั้นเยี่ยม

34. เครื่องวัดฐานะทางการเงิน คือ ถ้าหยุดทำงาน มีเงินใช้ประทังชีวิตอีกนานเท่าใด

35. อุปสรรคทางการเงิน ส่วนใหญ่มาจาก เรายอมทำงานเพื่อคนอื่นตลอดชีวิต

36. ถ้าคุณทำงานเพื่อเงิน อำนาจคุณจะอยู่ในมือของนายจ้าง แต่ถ้าคุณใช้เงินทำงาน อำนาจจะอยู่ในมือคุณ

37. คนชั้นกลางไม่กล้าเสี่ยง ทำให้ยึดติดงานกับเงินเดือนเหนียวแน่น เพราะเขารู้สึกว่าปลอดภัยที่สุด

38. คนรวยซื้อความสบายทีหลัง คนชั้นกลางมักซื้อความสบายก่อน

39. หลายคนไม่เคยคิดถึงความแตกต่างระหว่าง คุณทำอาชีพอะไร กับ คุณทำธุรกิจอะไร

40. สร้างธุรกิจด้วยการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้ อย่าให้เงินไหลออก ให้เงินนั้นทำงานหนักให้คุณ

41. ไหวพริบทางการเงิน 4 อย่าง  1. ความรู้ทางบัญชี   2. ความรู้การลงทุน   3. เข้าใจตลาด   4. ความรู้เรื่องกฎหมาย

42. ชีวิตจริง คนกล้ามักประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่มีแต่ความฉลาด

43. ถ้ารู้เรื่องเงิน คุณมีโอกาสเจริญก้าวหน้าไปได้ไกล แต่ถ้าคุณไม่รู้ โลกนี้จะเป็นโลกที่น่ากลัวสำหรับคุณ

44. ยุคปัจจุบันเป็นยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ใครมีข้อมูลมากที่สุด ทันสมัยที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด คือ เจ้าของขุมทรัพย์

45. พ่อจน ความมั่นคงในงาน สำคัญที่สุด     พ่อรวย การเรียนรู้ สำคัญที่สุด

46. นักลงทุนมี 2 ประเภท   1. ชอบลงทุนแบบตรงไปตรงมา   2. ชอบพลิกแพลงสร้างสรรค์

47. การคิดแบบนักลงทุนสร้างสรรค์    1. ทำอย่างไร มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น    2. ทำอย่างไร ได้เงินมาทำทุน โดยไม่ต้องกู้ธนาคาร    3. ทำอย่างไร ได้คนฉลาดมาเป็นลูกจ้าง

48. จงทำงานเพื่อเรียนรู้  อย่าทำงานเพื่อเงิน

49. คนจำนวนมากพูดว่า   ‘เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ’   แล้วที่ยอมทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เพื่ออะไร

50. การแสวงหาทักษะใหม่ๆให้ชีวิต ตอนที่ยากที่สุดคือ ตอนตัดสินใจว่า จะไปต่อดีหรือไม่

51. อุปสรรคส่วนใหญ่ทำให้คนไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินคือ กลัว คิดลบ ขี้เกียจ นิสัยไม่ดี ความหยิ่งทะนงตน

52. ความกลัวโดยไม่มีเหตุผล ทำให้เราเป็นคน มองเห็นแต่ข้อเสีย

53. เมื่อไหร่ที่คุณหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ควรทำ ให้ถามตัวเองว่า   ‘ฉันจะได้อะไรจากการกระทำนี้บ้าง’   เติมความอยากลงไปสักนิด จะได้ขจัดความขี้เกียจออกไปจากตัวคุณได้

54. พ่อจนมักจ่ายเงินให้คนอื่นก่อน ที่เหลือจึงให้ตัวเอง พ่อรวยจ่ายเงินให้ตัวเองก่อน ความกดดันจะทำให้ต้องหาแหล่งรายได้เพิ่ม เพื่อจ่ายเงินให้เจ้าหนี้

55. ความรู้ทำให้ได้เงิน ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน

56. พ่อจนสอนว่า ทำงานให้หนักเข้าไว้ พ่อรวยสอนว่า ทำไมต้องทำงานหนัก กับสิ่งที่เราไม่มีวันเป็นเจ้าของด้วย เราอาจจะถูกไล่ออกเมื่อไหร่ก็ได้

57. ยิ่งคุณแสวงหางานที่มั่นคงมากเท่าไหร่ อิสรภาพของคุณยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น

58. พ่อรวยสอนว่า ถ้าอยากรวย เธอต้องสร้างธุรกิจของตัวเอง

59. คนรวยมุ่งสร้างเครือข่าย คนทั่วไปมองหางานทำ

60. ชีวิตจริง ไม่ได้ใช้เกรดดีๆทำธุรกิจ นายธนาคารถามหา รายงานการเงินของผมมากกว่า

61. ลูกจ้างทำงานเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออก ส่วนนายจ้างจ่ายเงินเดือน แค่ไม่ให้ลูกจ้างลาออกเท่านั้น

62. ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองคือต้นตอของปัญหา จงเปลี่ยนตัวเองด้วยการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อความฉลาดมากขึ้น อย่าไปโทษคนอื่น จากปัญหาของตัวเอง

63. ผู้ชนะคือผู้ที่ไม่กลัวความล้มเหลว คนที่หลีกเลี่ยงความล้มเหลวจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ

64. คำพูดที่ออกมาจากปากคุณมันกำหนดชีวิตคุณไม่ได้หรอก คำพูดที่คุณหมั่นกระซิบให้ตัวเองฟังเป็นประจำต่างหากที่มีพลังเหลือล้น

65. ทรัพย์สินที่ทรงพลังที่สุดของคนเราก็คือ ความคิด

66. หลักสูตรเดียว ที่สอนเกี่ยวกับเรื่องเงินในโรงเรียน คือ ทำงานเพื่อเงิน

67. 3  ทักษะสำคัญ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจของตนเอง คือ  1. บริหารกระแสเงินสด   2. บริหารคน    3. บริหารเวลา

68. นิสัยเสียของคนชั้นกลางที่ชอบทำคือ การแคะกระปุกออมสิน เอาเงินออมมาชำระหนี้

69. ชีวิตคนเราถูกควบคุมด้วยสองอารมณ์ นั่นก็คือ ความกลัว และ ความโลภ

70. คำว่า  ‘งาน’  หรือ  ‘Job’  ย่อมาจาก  Just Over Broke   หรือ  ‘แค่พอมีเงินเลี้ยงชีวิต’

> Business Next Gen  / 087 4242 995

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รู้จักธุรกิจ Business Next Gen

ธุรกิจกิจเครือข่าย คืออะไร ทำไมคนจึงหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมากมาย ?

ปัจจุบันมีรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ว่าแต่ว่าคุณจะปฏิเสธที่จะเรียนรู้มันด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยทราบมาก่อน หรือไม่ เมื่อพูดถึงการทำการค้า หลายคนนึกถึงว่าต้องใช้เงินทุนมาก, ต้องจ้างแรงงานจำนวนมาก, ต้องผลิตสินค้า, ต้องมีโรงงาน, ต้องมีทำเลหน้าร้าน ฯลฯ จึงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองสักที เพราะขาดเงินทุน ขาดคนมีฝีมือที่ไว้วางใจได้ ณ.วันนี้ธุรกิจที่ทุกคนมีสิทธิ์ทำให้ฝันของตนเป็นจริงได้เกิดขึ้นแล้ว เราเรียกว่า “ธุรกิจเครือข่าย

ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร ?

ธุรกิจเครือข่าย เป็นระบบธุรกิจการตลาดรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมาก โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงและไม่ต้องลงทุนเงินเป็นจำนวนมากเหมือนกับการทำธุรกิจทั่วๆไป เพียงเริ่มต้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี และเมื่อเกิดความประทับใจในตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ก็ทำการแนะนำบอกต่อให้คนที่รู้จักได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นเหมือนกับตนเป็นการโฆษณาแบบปากต่อปาก เมื่อมีการซื้อผลิตภัณฑ์ใช้ตามคำบอกเล่าจากผู้แนะนำ ก็จะทำให้เกิดกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการโฆษณาและพ่อค้าคนกลาง เหมือนกับการตลาดแบบเดิม ที่การเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคจะต้องผ่านระบบพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับกำไรถึง 60% จากการจัดส่งสินค้ามาสู่ผู้บริโภค
เมื่อเกิดกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทำให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถประหยัดงบประมาณที่เป็นค่าโฆษณาได้มาก ซึ่งบริษัทจะนำงบค่าโฆษณาที่ประหยัดได้ไปใช้ทำการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นอีก ส่วนผลกำไร 60% ของพ่อค้าคนกลางที่ถูกตัดออกมานั้น บริษัทจะนำเงินส่วนนี้มาจัดสรรให้กับผู้บริโภคที่ใช้ดีแล้วทำการบอกต่อกับผู้อื่นเป็นลำดับชั้นตามส่วนที่บริษัทกำหนดไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในระบบการตลาดแบบเครือข่ายนี้ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถมีส่วนแบ่งของรายได้มากถึง 60% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ จากระบบการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคแบบใหม่ นอกเหนือจากการที่จะต้องเป็นผู้จ่ายเงินซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียวในระบบธุรกิจแบบเดิม
โดยการตลาดแบบเครือข่ายผู้บริโภค ที่ใช้วิธีการแนะนำบอกต่อนี้จะมีลักษณะที่พิเศษกว่าการตลาดแบบทั่วๆไป คือ ความสามารถในการขยายตัวของจำนวนผู้บริโภคที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นได้แบบไม่จำกัดจำนวน โดยอาศัยเพียงการแนะนำผลิตภัณฑ์จากคน 1 คนแนะนำให้กับคน 2 – 3 คนและแต่ละคนของ 2 – 3 คนบอกต่อกับคน 2 – 3 คนต่อๆไป ก็จะเกิดการขยายตัวของจำนวนผู้บริโภค ในลักษณะพหุคูณเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

โอกาสการเปลี่ยนแปลงชีวิตสู่การมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา

หนังสือชุดพ่อรวยสอนลูก เล่มที่ 2 “Cashflow Quadrant” หรือ “เงินสี่ด้าน” ของ Robert T. Kiyosaki ได้กล่าวไว้ว่า คนในโลกแบ่งตามที่มาของรายได้ที่เขาได้รับออกเป็น 4 ด้านคือ
ESBI
ด้านที่ 1 ) ลูกจ้าง ( Employee ) คือผู้ที่มีรายได้จากค่าจ้าง, เงินเดือน
ด้านที่ 2 ) ธุรกิจส่วนตัว ( Self – employed ), เจ้าของกิจการขนาดเล็ก ( Small Business owner )
คือผู้ที่มีรายได้จากการทำงานของตนเองหรือกิจการของตนเองโดยเจ้าของกิจการจะต้องเป็นผู้ลงมือทำหรือดูแลด้วยตนเอง
ด้านที่ 3 ) เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ( Business owner ) คือผู้ที่มีรายได้จากทรัพย์สินของตน, โดยใช้เวลาและแรงงานของผู้อื่นสร้างรายได้ให้กับตน
ด้านที่ 4 ) นักลงทุน ( Investor ) คือผู้ที่ใช้เงินทำงานแทนตนเอง เพื่อสร้างผลตอบแทนหรือรายได้ให้กับตนโดยไม่ต้องทำเอง

โอกาสที่ดีที่สุดอยู่ที่การตัดสินใจเลือกทางเดินของคุณ

ในทุก ๆ เช้าของวันใหม่ที่เราตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเรายังต้องดำเนินชีวิตในรูปแบบที่เหมือนๆกับทุกๆวันที่ผ่านมา คือต้องตื่นแต่เช้า ออกจากบ้าน ผจญกับปัญหาจราจร เพื่อไปให้ทันเข้างาน ตอกบัตรเข้าทำงาน แล้วก็ทำงานตามภาระรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย พบเจอกับความเครียดต่างๆในการทำงาน ตอนเย็นเลิกงาน ตอกบัตรออก ผจญกับปัญหาจราจรอีกครั้ง กลับถึงบ้าน แล้วก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย และเตรียมพบกับวันใหม่ที่ดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิมๆ เป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน เราเคยสังเกตบ้างหรือไม่เราทำสิ่งเหล่านี้เพื่ออะไร? เพื่อที่จะให้สามารถดำรงชีวิตผ่านไปได้วันๆหนึ่งเท่านั้นเองหรือ ? เราต้องการชีวิตที่เป็นแบบนี้จริงๆหรือ ? ผมเชื่อมั่นว่าคนเราทุกคนมีความฝัน อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน แล้วทำไมไม่ลองหาทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณไปสู่รูปแบบของการใช้ชีวิตแบบใหม่ในแบบที่คุณอยากเป็น

มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เดินทางร้อยลี้ต้องมีก้าวแรก” หากคุณต้องการเริ่มต้นสร้างความสำเร็จให้กับชีวิต ด้วยเส้นทางที่สามารถสร้างความฝันของคุณให้เป็นจริงได้ ภายในระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไป ธุรกิจเครือข่ายจะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดเส้นทางหนึ่ง ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงเสมอ หลังจากนี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ เมื่อคุณได้มีโอกาสอ่านเอกสารฉบับนี้แล้ว และต้องการจะใช้โอกาสที่ดีนี้เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินและเวลาให้กับตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ผู้ที่แนะนำคุณให้อ่านเอกสารฉบับนี้พร้อมเสมอที่จะช่วยคุณสร้างความฝันให้เป็นจริง เพียงคุณมีความเชื่อมั่นและเดินตามความเชื่อในหัวใจของคุณ ทุกสิ่งที่คุณปารถนาย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน

จุดเด่นของธุรกิจเครือข่าย (Networking System)

1. คือ Win - Win Business (ธุรกิจที่ชนะชนะ ) เมื่อคนที่ท่านแนะนำธุรกิจ (ลูกทีมของท่าน) สำเร็จ ท่านในฐานะผู้แนะนำ.... จึงจะ.... สำเร็จด้วย

2. คือ No - Risk Business (ธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง) ด้วยขนาดเงินลงทุนต่ำ แต่ใช้สัมพันธภาพสูง ใช้เวลาพอควร ท่านไม่ต้องลงทุนสร้างทรัพย์สิน อาคาร, อุปกรณ์, ที่ดิน (บนกองหนี้สิน)
แต่ท่าน.... กำลัง....สร้าง ทรัพย์สินคือ เครือข่ายประชากร (People Assets) ที่.... ผูกโยง กันด้วยสัมพันธภาพ
และ.... ได้ผลตอบแทนจากทรัพย์สินบนบันทึกข้อตกลง ผลประโยชน์ร่วมกัน!
และ.... ผลตอบแทนนี้ได้มาจาก ผลรวมของทั้งเครือข่าย
บางคน.... เรียกผลตอบแทนนี้ว่า Passive Income
(รายได้ที่ไม่ต้องลงแรงด้วยตนเอง แม้ว่าคุณจะหยุดทำงาน แต่รายได้ ของคุณยัง เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา)

3. เป็นธุรกิจที่ท่านสามารถเลือกเวลาทำงานตามใจปรารถนา ไม่ต้องตอกบัตรเข้างาน 8.00 น. ไม่ต้องตอกบัตรออกงาน 17.00 น. ไม่ต้องยื่นใบลากิจ, ลาพักร้อนกับใคร นอกจากขออนุญาติตัวเอง! เป็นเจ้านายงานในเวลาของตนเอง (Time Freedom) นั่นคือ... มีอิสระภาพทางเวลา!

4. เป็นธุรกิจที่กำลังอยู่ในทิศทางใหม่ของโลก เพื่อให้ท่านได้มีเวลา อยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น (Home Based Business) เพราะ ธุรกิจนี้ทำบนโต๊ะอาหารภายในบ้านของท่าน และบ้านของคนใน เครือข่ายได้

5. เป็นระบบที่เสริมสร้างโอกาสให้ ได้ร่วมทำงานกับ คนหลากหลาย อาชีพ, หลากหลายประสบการณ์, หลากหลายวัฒนธรรม (Multi Experience - Multi Profession - Multi culture) บนความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้านาย-ลูกน้อง
ทุกคน คือ สมาชิกอิสระ (Distributor) ภายในระบบธุรกิจมีการ.... ถ่ายทอด.... องค์ความรู้ในวิชาชีพ
องค์ความรู้ในผลิตภัณฑ์.... จิตวิญญาณที่ปลุกพลังแห่งความสำเร็จ ลงไปเป็นชั้น ๆ ต่อ ๆ กัน ไม่รู้จบ

6. เป็นธุรกิจที่ต่อเชื่อมท่านเข้ากับธุรกิจ ข้ามชาติระดับโลกท่านไม่ต้องสร้างระบบใหม่ ด้วยตนเอง แต่ดำเนินตาม, ปฏิบัติตามแบบแผน ธุรกิจ (Business - format) ที่วางไว้อย่างดีเป็นแบบเดียวกันทั่วโลก (บางคนเรียกว่าเครือข่ายของแฟรนไชส์ ระดับเล็กๆ หรือระดับบุคคล มาผูกโยงเชื่อมกัน (Network of Micro or Personal Franchisee) แต่ไม่ต้องจ่ายค่ารอยัลตี้ (Royalty fee) ใดๆ เลย

7. เป็นระบบธุรกิจเดียวที่มีผลกำไรงอกเงย ขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง/วัน ตลอด 365 วัน/ปี แม้ท่านเองจะหยุดพักผ่อน, หยุดพักร้อน เพราะเวลาทำงานภายในเครือข่ายของท่าน อาจอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ซึ่งกำลังทำงานอยู่ในขณะที่ท่านนอนหลับ หรือกำลังทำงานอยู่ในขณะที่ท่านหยุดพักร้อน

8. เป็นระบบธุรกิจเดียวที่ผลงานแห่ง ความพากเพียร ของท่าน วันละ 2 ชั่วโมง สามารถทวีคูณไปเป็น วันละ 2,000 ชั่วโมง, 20,000 ชั่วโมง.... แปรผัน.... ตามความใหญ่โตของ เครือข่ายของท่าน และ.... เมื่อท่านสามารถสร้างสินทรัพย์ (People Assets) เครือข่ายอย่างมีคุณภาพ ท่านก็สามารถทำงาน เต็มที่เพียง 3 - 5 ปี เพื่อรับบำนาญติดต่อกันไปตลอดชีวิต

หากท่านเป็นลูกจ้าง (Employee) มีรายได้จาก เงินเดือนเป็นหลัก ท่านอาจต้องทำงาน 35 ปี (60-25) เพื่อรอกินบำนาญเพียงเล็กน้อยต่อไป 5-15 ปี (หลังอายุ 60ปี)
หากท่านเริ่มงานด้วยเงินเดือนเริ่มต้น เดือนละ 7,000 บาท และโชคดีเงินเดือนของท่าน
ได้รับการปรับเพิ่มทุกๆ ปีๆ ละ 5-10%
เมื่อทำงานติดต่อกันถึง 35 ปี.... ท่านจะได้รับเงินจากผลงานทั้งชีวิต (420 เดือน)
รวมประมาณ 7 ล้านบาท
แต่ท่านทราบไหม? ว่า เงิน 7 ล้านบาทนี้ ท่านอาจสร้างขึ้นได้จากธุรกิจระบบเครือข่าย
(หากครบองค์ 5 : บริษัทมั่นคง, ผลิตภัณฑ์คุณภาพดี แผนธุรกิจดี, แนวโน้มเศรษฐกิจเอื้ออำนวย, อยู่ในเวลาและโอกาสอันเหมาะสม)
ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี หรือไม่ถึง 5 ปี
*...........................................................................................
สนใจติดต่อ 087 4242 995 / Business Next Gen